Monday, September 22, 2008

กระแสเรียกร้องการปฏิรูปการเมือง

กระแสเรียกร้องการปฏิรูปมาแรงขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

เว็บไฟลามทุ่ง ก็พูดคุยกันแล้วค่ะ

http://www.firelamtung.com/forum/index.php?board=1.0

การเมืองใหม่กว่า: สภาประชาชนฯ (ไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ) คือทางออกของปัญหา

หากยอมรับว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาชนแล้ว ก็คงต้องยอมรับว่าพันธมิตรฯสร้างความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองที่มีขนาดและพละกำลังอย่างที่หาได้ยากนักนับแต่ยุคตุลาฯ

มีผู้กล่าวว่า การปฏิวัติเริ่มต้นง่ายแต่จบยาก ประเด็นสำคัญที่ทุกคนในสังคมกำลังลุ้นกันอยู่ขณะนี้คือ เหตุการณ์นี้จะจบลงอย่างไร

เงื่อนไขตั้งต้นในการยอมรับพันธมิตรฯว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาชนคือ การมองแกนนำพันธมิตรฯแยกออกจากผู้เข้าร่วมชุมนุม

ในขณะที่แกนนำคือหัวหอกความคิดทางการเมืองที่เราจำต้องวิพากษ์วิจารณ์ความเห็นของพวกเขาอย่างเข้มข้น ผู้มาชุมนุมก็ได้สร้าง “ชุมชน” ของพวกเขาที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ มีการแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันทั้งอาหาร อุปกรณ์การชุมนุม และความคิดเห็นทางการเมืองและอื่นๆ ต่างถ้อยทีถ้อยอาศัย มีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน ผู้สูงอายุหลายคน กลุ่มแม่ยกพันธมิตรฯ รวมถึงคนรุ่นใหม่ล้วนอยู่ในสภาวะมีใจเดียวกันกับชุมชน กล่าวได้ว่าชุมชนของผู้ชุมนุมตอบสนองและทดแทนความรู้สึกของชุมชนดั้งเดิมที่ได้สูญหายไปในโลกสมัยใหม่แห่งปัจเจกนิยมได้เป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้ก็คือความเคลื่อนไหวเช่นกัน

แน่นอนว่าผู้ชุมนุมแต่ละคนมาร่วมชุมนุมด้วยเหตุผล ทั้งเหตุผลของการชุมนุมและทั้งความรู้สึกร่วม ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งอาจไม่เห็นด้วยกับแกนนำ แต่ก็มาด้วยน้ำจิตน้ำใจว่าน่าจะต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดกับการเมืองไทย และ/หรือการเมืองไทยต้องการการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าเหตุการณ์จะจบลงเช่นไร พลังความเคลื่อนไหวที่ว่ามานี้ก็ควรดำเนินต่อไป ในฐานะเป็นการเรียนรู้ทางการเมืองจากชีวิตจริง

แนวทางรัฐบาลแห่งชาติจะมีประโยชน์อะไรเล่า หากแนวทางดังกล่าวไม่มีที่ยืนให้กับการเคลื่อนไหวที่ว่านี้ การเจรจาเกี้ยเซี้ยะจะมีประโยชน์อันใดหากไม่มีข้อเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยควรจะต้องดำเนินไปอย่างไรเพื่อรองรับและรับรองการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ได้เกิดขึ้นแล้วนี้ มิใยจะต้องกล่าวถึงว่าแนวทางรัฐบาลแห่งชาติเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ หรือการเจรจาจะเป็นแบบปิดห้องคุยเพื่อตกลงผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองแต่ไม่มีผลประโยชน์อันใดตกถึงประชาชนดังที่เห็นได้ในช่วงสัปดาห์นี้

คงจะต้องเสนอในที่นี้อย่างรวบรัดว่า การเคลื่อนไหวที่ได้เกิดขึ้นแล้วนี้ควรดำเนินต่อไป พลังของการเคลื่อนไหวนี้ควรถูกส่งต่อไป แม้การชุมนุมจะยุติลง การเคลื่อนไหวนี้อาจเปลี่ยนรูปแบบไปสู่สถาบันทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งที่อาจจะไม่ใช่พรรคการเมืองก็ได้ ประเทศไทยยังต้องการการปฏิรูปที่มีพื้นฐานจากการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชนอีกมากเหลือเกิน เช่น เราจะออกแบบระบบเลือกตั้งอย่างไรให้คนดีเข้ามาสู่ระบบได้สะดวกขึ้น เราจะสร้างความเชื่อมโยงทั้งสิทธิในการตรวจสอบและความรู้สึกของประชาชนเข้ากับรัฐสภาให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร

พลังการเคลื่อนไหวนี้สมควรดำเนินไปต่อในรูปแบบ “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปสังคมการเมือง” ที่ขยายออกไปไกลกว่าผู้ชุมนุมในขณะนี้ โดยเชื่อมโยงไปยังประชาชนรากหญ้า คนชายขอบ และเปิดโอกาสให้คนชั้นกลางได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนชั้นล่างที่ถูกละเลยตลอดมา

ปัจจัยสำคัญสำหรับชีวิตและพลังของ“สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปสังคมการเมือง” เช่นว่านี้คือการได้รับการยอมรับบทบาทและได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสังคมการเมือง มีพื้นที่ทางกายภาพเช่นสวนสาธารณะ มีพื้นที่ทางสังคมผ่านกระบอกเสียงสื่อมวลชน มีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ มีอิสระในการดำเนินการ และมีพลังที่จะ “ฉายไฟ” ลงไปในกระบวนการการเมืองเพื่อสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น

ในระยะสั้น สภาฯแห่งนี้จะช่วยพันธมิตรฯอภิปรายเรื่อง “การเมืองใหม่” และหาทางลงหรือทางถอยได้ สภาฯแห่งนี้จะเป็นโอกาสให้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการปฏิรูปการเมืองเพื่อลดแรงกดดันต่อรัฐบาล สภาฯแห่งนี้จะให้รัฐสภาได้มีโอกาสใช้กลไกสนับสนุนเพื่อฟื้นคืนความเชื่อมั่น ที่สำคัญสภาฯนี้จะเป็นพื้นที่ให้กับพลังเงียบได้ออกมาแสดงความคิดเห็น เพื่อพลังเงียบจะได้เลิกเป็นพลังเงียบแล้วเข้ามามีส่วนร่วม

โจทย์ของบ้านเมืองขณะนี้ไม่ใช่โจทย์ง่ายๆ เพียงแค่ว่าจะเชียร์พันธมิตรหรือเชียร์รัฐบาล โจทย์ของบ้านเมืองขณะนี้คือเมืองไทยหลังยุคความขัดแย้งนี้จะเป็นอย่างไร สังคมไทยจะไปทางไหน และคนไทยจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ก่อนที่จะถึงวันนั้นการงอมืองอเท้ารอให้ใครสักคนเป็นผู้ชนะก็คงไม่ใช่ที่ ความคิดที่ว่าอย่างไรก็ได้ขอให้เหตุการณ์จบๆไปย่อมเป็นจุดจบของโอกาสเปลี่ยนสังคมไทย แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพลังเงียบต้องเลือกข้าง แต่พลังเงียบต้องช่วยเป็นพลังคิดด้านบวกให้กับทุกฝ่าย พลังเงียบจะเงียบจนยอมจำนนต่อการเปลี่ยนแปลงที่กลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆวางกรอบไว้ให้หรือ? สังคมไทยไม่ได้เป็นของพันธมิตรฯ หรือรัฐบาล หรือของชนชั้นนำกลุ่มใด พลังเงียบจะยอมเงียบจนไม่ยอมฝันถึงสังคมที่ดีกว่าเลยหรือ? หากพลังเงียบไม่คิดถึงสังคมที่ดีขึ้นสำหรับตนเองพลังเงียบก็น่าจะคิดถึงสังคมที่ดีกว่าของลูกหลานบ้าง

ขอให้การถกเถียงในปัจจุบันอย่าได้หลุดจากฐานความคิดและคำถามสำคัญที่ว่าสังคมไทยจะได้อะไรจากความขัดแย้งและความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ และหากผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมจะช่วยให้สังคมอภิวัฒน์ด้วยการริเริ่มจัดตั้ง “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปสังคมการเมือง” ก็ย่อมจะเป็นกุศลมหาศาลต่อสังคมไทยโดยแท้

Sunday, September 21, 2008

ข้อเสนอ ๑ สภาผู้แทนประชาชนเพื่อการปฏิรูปการเมืองและสังคม

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ

ขอเขียนแบบกันเองอย่างนี้ แล้วปล่อยหน้าที่ edit ให้ดูใช้ได้เป็นของท่านบรรณาธิการ "จอมบงการ" นะคะ

ขอเล่าที่มาที่ไปของความคิดนี้ เพราะดิฉันเป็นคนเสนอ และยังมีหลายท่านไม่คิดว่าจำเป็นต้อง "ชัด" เป็นองค์กรแบบใด

ที่มาของความคิดคือ จากที่ได้เห็นว่าขณะนี้สังคมไทย ต่างก็สนใจหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ทางการเมืองนี้กัน พวกเราหลายคนได้เริ่มต้นคุยตั้งแต่ นายสมัครยังเป็นนายกฯ อยู่ และยืนยันไม่ออก ไม่ยุบ เมื่อมีทีท่าว่านายสมัครจะต้องถูกศาลจัดการแน่นอน ก็ได้เริ่มคิดว่า แล้วไงต่อ แกนนำพันธมิตรฯ ก็ประเมินได้เช่นกันว่าสมัครไปแน่ แต่ได้ส่งสัญญาณไม่ออกจากทำเนียบ ไม่เลิกชุมนุม และได้เปลี่ยนประเด็นไปที่ "การเมืองใหม่"

ดิฉันรู้สึกว่าสังคมตอบรับดี ในแง่ที่ว่า สังคมวิพากษ์แนวคิดเรื่องการเมืองใหม่ของพันธมิตร แต่สังคมไม่ค่อยตั้งคำถามที่แย้งแกนนำพันธมิตรฯ ว่าการเมืองเก่าไม่ดีจริงหรือ ดูจะเป็นที่ประจักษ์ว่าความไม่ดีแบบที่แกนนำพันธมิตรฯ ชี้ให้เห็นนั้น สังคมก็ยอมรับว่าจริง (แต่พันธมิตรฯ เน้นไปที่ประเด็นจริยธรรมของนักการเมืองอย่างเดียว ซึ่งที่จริงอาจแคบไป น่าจะมีปัจจัยอีกมากมายที่ทำให้การเมืองที่เป็นอยู่นี้ไม่ดีพอ)

ดิฉันเห็นว่าโอกาสนี้เป็นของประชาชน ที่ต้องการได้เห็นการปฏิรูปการเมืองอีกครั้ง การเสวนาทางวิชาการ และเวทีสาธารณะมากมายร่วมถกเถียงเรื่องการปฏิรูปการเมืองแล้ว แต่การจะได้กลไกทางการเมืองและสังคมที่ดีพอที่จะสร้างสังคมและการเมืองที่ดีกว่าเดิมได้นั้น คงไม่ใช่การทำงานในระยะสั้นๆ และอยู่ในการครอบงำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาล/รัฐสภา หรือฝ่ายแกนนำพันธมิตรฯ

ดิฉันจึงคิดว่าน่าจะมีองค์กรอิสระที่มาทำหน้าที่จัดระดมความรู้ ความคิด กำหนดแผนงาน การจัดการให้นำสู่การปฏิบัติโดยรัฐ ฯลฯ ที่ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องยอมรับทุกฝ่าย และทั่วถึงกลุ่มที่ตื่นตัวต่างๆ ให้มากที่สุด จึงมองไปที่ตัวอย่างองค์กรอย่าง กอส. (คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ) ผนวกกับ สสร. ๑ หรือ ๒ ก็ตาม โดยเราอาจต้องศึกษาปัญหาการทำงานของแต่ละองค์กรด้วยว่าบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงใด ในด้านใด มีปัจจัยใดทำให้ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

ดิฉันมององค์กรที่น่าจะมาช่วยแก้ปัญหานี้ว่าต้องมีศักดิ์ศรีทางสังคมสูงกว่ารัฐบาล เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้ ไม่ถูกครอบงำโดยรัฐ และทำงานได้จริง ซึ่งตอนนี้สังคมก็ได้เห็นพลังของ "ประชาชน" แล้วว่าการรวมตัวกันเป็นจำนวนมากและเข้มแข็งนั้น เป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้ จึงเชื่อว่าหากอยู่ในรูปขององค์กรประชาชน จะมีพลังกดดันรัฐบาลให้ไม่แช่แข็งหรือแกล้งอืดกับข้อเสนอได้ คำว่า "สภา" จึงน่าจะเป็นคำที่ได้ความหมายที่มีศักดิ์ศรีนั้น และในภาวะที่ต้องก่อรูปให้เกิดโดยเร็ว ก็อาจต้องพึ่งศักดิ์ศรีทางสังคมของท่านที่เป็น "ผู้ใหญ่" ในสังคมไทยอยู่บ้าง เช่น คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นต้น

แน่นอนการทำงานต้องมีทั้งข้อเสนอในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มีกำหนดการชัดเจน ซึ่งหากรัฐบาลไม่อำนวยการทำงานให้องค์กรประชาชนก็จะออกมากดดันรัฐบาลด้วยเหตุผลนี้ได้ แกนนำพันธมิตรฯ น่าจะใช้เป็นเส้นตายให้รัฐบาลต้องดำเนินการให้สภานี้ทำงานเดินหน้าได้ และพันธมิตรฯ จะสามารถใช้เป็นช่องทางในการสร้างผู้นำของตัวเองเพื่อเข้าไปเป็นตัวแทนในสภานี้ ทำให้พันธมิตรฯ ปรับเปลี่ยนเป็นสถาบันภาคประชาชนหนึ่งได้ ไม่ใช่แค่เป็น watchdog ที่จ้องงับรัฐบาลอย่างเดียว ในระหว่างรอความชัดเจนของการจัดตั้งองค์กรนี้ พันธมิตรฯ ก็ยังสามารถชุมนุมและวิพากษ์รัฐบาลไปได้เรื่อยๆ และสังคมไม่อึดอัดกับภาวะการณ์เพราะมีที่หมายให้รอคอย คือการจัดตั้งองค์กรนี้สำเร็จ สังคมจะเกิดความหวังในการเปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธี และอยู่บนหลักการของการใช้เหตุผล และการให้ที่อยู่ที่ยืนของหลายฝ่าย รัฐบาลไม่มีอะไรเสีย เพราะจะมีโอกาสนำข้อเสนอจากฝ่ายพรรคการเมืองเข้าไปประกวดอีกครั้ง หลังจากโดนพิษ รธน. ๕๐ ทำให้พรรคการเมืองอาจต้องพิการได้

เพื่อโปรดพิจารณาวิพากษ์วิจารณ์ด้วยค่ะ

สุดา

Saturday, September 20, 2008

ความเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

๑. ลักษณะ - สภาประชาชน

๒. ภารกิจ - เสนอแนวทางการแก้วิกฤต
  • เข้าใจวิกฤต
    • ศึกษาวิกฤต
      • ศึกษาเหตุและปัจจัยของวิกฤต
      • การขยายตัวและแปรรูปของวิกฤต
      • สถานภาพของวิกฤตในปัจจุบัน
        • วิกฤตของสังคมไทย
        • วิกฤตของโลก
    • บริบทของสังคมที่เกื้อหนุนวิกฤต (ความเข้าใจและไม่เข้าใจของสังคม)
  • เสนอแนวทางแก้ไขวิกฤต
    • การปรับกลไกทางการเมือง
  • สื่อสารกับสาธารณะเกี่ยวกับวิกฤต
๓. ที่มา -

๔. องค์ประกอบ -

๕. การจัดตั้ง -