Sunday, September 21, 2008

ข้อเสนอ ๑ สภาผู้แทนประชาชนเพื่อการปฏิรูปการเมืองและสังคม

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ

ขอเขียนแบบกันเองอย่างนี้ แล้วปล่อยหน้าที่ edit ให้ดูใช้ได้เป็นของท่านบรรณาธิการ "จอมบงการ" นะคะ

ขอเล่าที่มาที่ไปของความคิดนี้ เพราะดิฉันเป็นคนเสนอ และยังมีหลายท่านไม่คิดว่าจำเป็นต้อง "ชัด" เป็นองค์กรแบบใด

ที่มาของความคิดคือ จากที่ได้เห็นว่าขณะนี้สังคมไทย ต่างก็สนใจหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ทางการเมืองนี้กัน พวกเราหลายคนได้เริ่มต้นคุยตั้งแต่ นายสมัครยังเป็นนายกฯ อยู่ และยืนยันไม่ออก ไม่ยุบ เมื่อมีทีท่าว่านายสมัครจะต้องถูกศาลจัดการแน่นอน ก็ได้เริ่มคิดว่า แล้วไงต่อ แกนนำพันธมิตรฯ ก็ประเมินได้เช่นกันว่าสมัครไปแน่ แต่ได้ส่งสัญญาณไม่ออกจากทำเนียบ ไม่เลิกชุมนุม และได้เปลี่ยนประเด็นไปที่ "การเมืองใหม่"

ดิฉันรู้สึกว่าสังคมตอบรับดี ในแง่ที่ว่า สังคมวิพากษ์แนวคิดเรื่องการเมืองใหม่ของพันธมิตร แต่สังคมไม่ค่อยตั้งคำถามที่แย้งแกนนำพันธมิตรฯ ว่าการเมืองเก่าไม่ดีจริงหรือ ดูจะเป็นที่ประจักษ์ว่าความไม่ดีแบบที่แกนนำพันธมิตรฯ ชี้ให้เห็นนั้น สังคมก็ยอมรับว่าจริง (แต่พันธมิตรฯ เน้นไปที่ประเด็นจริยธรรมของนักการเมืองอย่างเดียว ซึ่งที่จริงอาจแคบไป น่าจะมีปัจจัยอีกมากมายที่ทำให้การเมืองที่เป็นอยู่นี้ไม่ดีพอ)

ดิฉันเห็นว่าโอกาสนี้เป็นของประชาชน ที่ต้องการได้เห็นการปฏิรูปการเมืองอีกครั้ง การเสวนาทางวิชาการ และเวทีสาธารณะมากมายร่วมถกเถียงเรื่องการปฏิรูปการเมืองแล้ว แต่การจะได้กลไกทางการเมืองและสังคมที่ดีพอที่จะสร้างสังคมและการเมืองที่ดีกว่าเดิมได้นั้น คงไม่ใช่การทำงานในระยะสั้นๆ และอยู่ในการครอบงำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาล/รัฐสภา หรือฝ่ายแกนนำพันธมิตรฯ

ดิฉันจึงคิดว่าน่าจะมีองค์กรอิสระที่มาทำหน้าที่จัดระดมความรู้ ความคิด กำหนดแผนงาน การจัดการให้นำสู่การปฏิบัติโดยรัฐ ฯลฯ ที่ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องยอมรับทุกฝ่าย และทั่วถึงกลุ่มที่ตื่นตัวต่างๆ ให้มากที่สุด จึงมองไปที่ตัวอย่างองค์กรอย่าง กอส. (คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ) ผนวกกับ สสร. ๑ หรือ ๒ ก็ตาม โดยเราอาจต้องศึกษาปัญหาการทำงานของแต่ละองค์กรด้วยว่าบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงใด ในด้านใด มีปัจจัยใดทำให้ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

ดิฉันมององค์กรที่น่าจะมาช่วยแก้ปัญหานี้ว่าต้องมีศักดิ์ศรีทางสังคมสูงกว่ารัฐบาล เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้ ไม่ถูกครอบงำโดยรัฐ และทำงานได้จริง ซึ่งตอนนี้สังคมก็ได้เห็นพลังของ "ประชาชน" แล้วว่าการรวมตัวกันเป็นจำนวนมากและเข้มแข็งนั้น เป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้ จึงเชื่อว่าหากอยู่ในรูปขององค์กรประชาชน จะมีพลังกดดันรัฐบาลให้ไม่แช่แข็งหรือแกล้งอืดกับข้อเสนอได้ คำว่า "สภา" จึงน่าจะเป็นคำที่ได้ความหมายที่มีศักดิ์ศรีนั้น และในภาวะที่ต้องก่อรูปให้เกิดโดยเร็ว ก็อาจต้องพึ่งศักดิ์ศรีทางสังคมของท่านที่เป็น "ผู้ใหญ่" ในสังคมไทยอยู่บ้าง เช่น คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นต้น

แน่นอนการทำงานต้องมีทั้งข้อเสนอในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มีกำหนดการชัดเจน ซึ่งหากรัฐบาลไม่อำนวยการทำงานให้องค์กรประชาชนก็จะออกมากดดันรัฐบาลด้วยเหตุผลนี้ได้ แกนนำพันธมิตรฯ น่าจะใช้เป็นเส้นตายให้รัฐบาลต้องดำเนินการให้สภานี้ทำงานเดินหน้าได้ และพันธมิตรฯ จะสามารถใช้เป็นช่องทางในการสร้างผู้นำของตัวเองเพื่อเข้าไปเป็นตัวแทนในสภานี้ ทำให้พันธมิตรฯ ปรับเปลี่ยนเป็นสถาบันภาคประชาชนหนึ่งได้ ไม่ใช่แค่เป็น watchdog ที่จ้องงับรัฐบาลอย่างเดียว ในระหว่างรอความชัดเจนของการจัดตั้งองค์กรนี้ พันธมิตรฯ ก็ยังสามารถชุมนุมและวิพากษ์รัฐบาลไปได้เรื่อยๆ และสังคมไม่อึดอัดกับภาวะการณ์เพราะมีที่หมายให้รอคอย คือการจัดตั้งองค์กรนี้สำเร็จ สังคมจะเกิดความหวังในการเปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธี และอยู่บนหลักการของการใช้เหตุผล และการให้ที่อยู่ที่ยืนของหลายฝ่าย รัฐบาลไม่มีอะไรเสีย เพราะจะมีโอกาสนำข้อเสนอจากฝ่ายพรรคการเมืองเข้าไปประกวดอีกครั้ง หลังจากโดนพิษ รธน. ๕๐ ทำให้พรรคการเมืองอาจต้องพิการได้

เพื่อโปรดพิจารณาวิพากษ์วิจารณ์ด้วยค่ะ

สุดา

No comments: