หากยอมรับว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาชนแล้ว ก็คงต้องยอมรับว่าพันธมิตรฯสร้างความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองที่มีขนาดและพละกำลังอย่างที่หาได้ยากนักนับแต่ยุคตุลาฯ
มีผู้กล่าวว่า การปฏิวัติเริ่มต้นง่ายแต่จบยาก ประเด็นสำคัญที่ทุกคนในสังคมกำลังลุ้นกันอยู่ขณะนี้คือ เหตุการณ์นี้จะจบลงอย่างไร
เงื่อนไขตั้งต้นในการยอมรับพันธมิตรฯว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาชนคือ การมองแกนนำพันธมิตรฯแยกออกจากผู้เข้าร่วมชุมนุม
ในขณะที่แกนนำคือหัวหอกความคิดทางการเมืองที่เราจำต้องวิพากษ์วิจารณ์ความเห็นของพวกเขาอย่างเข้มข้น ผู้มาชุมนุมก็ได้สร้าง “ชุมชน” ของพวกเขาที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ มีการแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันทั้งอาหาร อุปกรณ์การชุมนุม และความคิดเห็นทางการเมืองและอื่นๆ ต่างถ้อยทีถ้อยอาศัย มีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน ผู้สูงอายุหลายคน กลุ่มแม่ยกพันธมิตรฯ รวมถึงคนรุ่นใหม่ล้วนอยู่ในสภาวะมีใจเดียวกันกับชุมชน กล่าวได้ว่าชุมชนของผู้ชุมนุมตอบสนองและทดแทนความรู้สึกของชุมชนดั้งเดิมที่ได้สูญหายไปในโลกสมัยใหม่แห่งปัจเจกนิยมได้เป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้ก็คือความเคลื่อนไหวเช่นกัน
แน่นอนว่าผู้ชุมนุมแต่ละคนมาร่วมชุมนุมด้วยเหตุผล ทั้งเหตุผลของการชุมนุมและทั้งความรู้สึกร่วม ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งอาจไม่เห็นด้วยกับแกนนำ แต่ก็มาด้วยน้ำจิตน้ำใจว่าน่าจะต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดกับการเมืองไทย และ/หรือการเมืองไทยต้องการการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าเหตุการณ์จะจบลงเช่นไร พลังความเคลื่อนไหวที่ว่ามานี้ก็ควรดำเนินต่อไป ในฐานะเป็นการเรียนรู้ทางการเมืองจากชีวิตจริง
แนวทางรัฐบาลแห่งชาติจะมีประโยชน์อะไรเล่า หากแนวทางดังกล่าวไม่มีที่ยืนให้กับการเคลื่อนไหวที่ว่านี้ การเจรจาเกี้ยเซี้ยะจะมีประโยชน์อันใดหากไม่มีข้อเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยควรจะต้องดำเนินไปอย่างไรเพื่อรองรับและรับรองการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ได้เกิดขึ้นแล้วนี้ มิใยจะต้องกล่าวถึงว่าแนวทางรัฐบาลแห่งชาติเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ หรือการเจรจาจะเป็นแบบปิดห้องคุยเพื่อตกลงผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองแต่ไม่มีผลประโยชน์อันใดตกถึงประชาชนดังที่เห็นได้ในช่วงสัปดาห์นี้
คงจะต้องเสนอในที่นี้อย่างรวบรัดว่า การเคลื่อนไหวที่ได้เกิดขึ้นแล้วนี้ควรดำเนินต่อไป พลังของการเคลื่อนไหวนี้ควรถูกส่งต่อไป แม้การชุมนุมจะยุติลง การเคลื่อนไหวนี้อาจเปลี่ยนรูปแบบไปสู่สถาบันทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งที่อาจจะไม่ใช่พรรคการเมืองก็ได้ ประเทศไทยยังต้องการการปฏิรูปที่มีพื้นฐานจากการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชนอีกมากเหลือเกิน เช่น เราจะออกแบบระบบเลือกตั้งอย่างไรให้คนดีเข้ามาสู่ระบบได้สะดวกขึ้น เราจะสร้างความเชื่อมโยงทั้งสิทธิในการตรวจสอบและความรู้สึกของประชาชนเข้ากับรัฐสภาให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร
พลังการเคลื่อนไหวนี้สมควรดำเนินไปต่อในรูปแบบ “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปสังคมการเมือง” ที่ขยายออกไปไกลกว่าผู้ชุมนุมในขณะนี้ โดยเชื่อมโยงไปยังประชาชนรากหญ้า คนชายขอบ และเปิดโอกาสให้คนชั้นกลางได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนชั้นล่างที่ถูกละเลยตลอดมา
ปัจจัยสำคัญสำหรับชีวิตและพลังของ“สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปสังคมการเมือง” เช่นว่านี้คือการได้รับการยอมรับบทบาทและได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสังคมการเมือง มีพื้นที่ทางกายภาพเช่นสวนสาธารณะ มีพื้นที่ทางสังคมผ่านกระบอกเสียงสื่อมวลชน มีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ มีอิสระในการดำเนินการ และมีพลังที่จะ “ฉายไฟ” ลงไปในกระบวนการการเมืองเพื่อสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น
ในระยะสั้น สภาฯแห่งนี้จะช่วยพันธมิตรฯอภิปรายเรื่อง “การเมืองใหม่” และหาทางลงหรือทางถอยได้ สภาฯแห่งนี้จะเป็นโอกาสให้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการปฏิรูปการเมืองเพื่อลดแรงกดดันต่อรัฐบาล สภาฯแห่งนี้จะให้รัฐสภาได้มีโอกาสใช้กลไกสนับสนุนเพื่อฟื้นคืนความเชื่อมั่น ที่สำคัญสภาฯนี้จะเป็นพื้นที่ให้กับพลังเงียบได้ออกมาแสดงความคิดเห็น เพื่อพลังเงียบจะได้เลิกเป็นพลังเงียบแล้วเข้ามามีส่วนร่วม
โจทย์ของบ้านเมืองขณะนี้ไม่ใช่โจทย์ง่ายๆ เพียงแค่ว่าจะเชียร์พันธมิตรหรือเชียร์รัฐบาล โจทย์ของบ้านเมืองขณะนี้คือเมืองไทยหลังยุคความขัดแย้งนี้จะเป็นอย่างไร สังคมไทยจะไปทางไหน และคนไทยจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ก่อนที่จะถึงวันนั้นการงอมืองอเท้ารอให้ใครสักคนเป็นผู้ชนะก็คงไม่ใช่ที่ ความคิดที่ว่าอย่างไรก็ได้ขอให้เหตุการณ์จบๆไปย่อมเป็นจุดจบของโอกาสเปลี่ยนสังคมไทย แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพลังเงียบต้องเลือกข้าง แต่พลังเงียบต้องช่วยเป็นพลังคิดด้านบวกให้กับทุกฝ่าย พลังเงียบจะเงียบจนยอมจำนนต่อการเปลี่ยนแปลงที่กลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆวางกรอบไว้ให้หรือ? สังคมไทยไม่ได้เป็นของพันธมิตรฯ หรือรัฐบาล หรือของชนชั้นนำกลุ่มใด พลังเงียบจะยอมเงียบจนไม่ยอมฝันถึงสังคมที่ดีกว่าเลยหรือ? หากพลังเงียบไม่คิดถึงสังคมที่ดีขึ้นสำหรับตนเองพลังเงียบก็น่าจะคิดถึงสังคมที่ดีกว่าของลูกหลานบ้าง
ขอให้การถกเถียงในปัจจุบันอย่าได้หลุดจากฐานความคิดและคำถามสำคัญที่ว่าสังคมไทยจะได้อะไรจากความขัดแย้งและความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ และหากผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมจะช่วยให้สังคมอภิวัฒน์ด้วยการริเริ่มจัดตั้ง “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปสังคมการเมือง” ก็ย่อมจะเป็นกุศลมหาศาลต่อสังคมไทยโดยแท้
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment